สเตฟาน โยเวติช (Stevan Jovetic)

อินเตอร์ มิลาน ทีมชั้นนำของกัลโช เซเรีย อา อิตาลี แถลงผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทากงารของสโมสรถึงการคว้าตัว สเตฟาน โยเวติช กองหน้าตัวสำรองของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีมจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2019 เรียบร้อยแล้ว

     ดาวยิงวัย 25 ปี กลายเป็นส่วนเกินในทัพเรือใบสีฟ้า จนต้องตัดสินใจย้ายกลับมาค้าแข้งในลีกแดนมะกะโรนีอีกครั้ง โดยสัญญาของเขาจะเป็นการยืมตัวก่อน 1 ปีครึ่ง จากนั้นจึงค่อยเซ็นสัญญาขาดอย่างถาวร

     "เรามีความยินดีที่จะประกาศการมาถึงของ โยเวติช เขาจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีม และช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในแนวรุกของเราได้แน่นอน" เอริค ตอฮิร ประธานสโมสรอินเตอร์ กล่าวถึงแข้งป้ายแดงทีมชาติมอนเตเนโกร

     "มันชินี จะสามารถเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาออกมาได้แน่ ยินดีต้อนรับ สเตฟาน ขอให้สนุกกับการเล่นที่อินเตอร์"

ชื่อเต็ม: สเตฟาน โยเวติช 

วันเกิด : 2 พ.ย. 1989 (อายุ 24)

เกิดที่ : ทิโทการ์ด, ยูโกสลาเวีย 

สัญชาติ :มอนเตเนโกร

ส่วนสูง : 183 ซม.

น้ำหนัก : 76 กก.

ตำแหน่ง :กองหน้า

หมายเลขเสื้อ : 35

ทีมชาติ : มอนเตเนโกร
ต้นสังกัดปัจจุบัน : แมนฯ ซิตี้ 

 

วันที่ 9 เมษายน 2006 สเตฟาน โยเวติช ได้มีโอกาสสัมผัสเกมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว ในสีเสื้อปาร์ติซาน ด้วยวัยเพียง 16 ปี หลังจากถูกส่งลงเล่นในเกมที่พบกับเอฟเค วอซโดวัช จากนั้น โยเวติช โชว์ฟอร์มเทพอย่างรวดเร็วในศึกยูฟ่า คัพ รอบคัดเลือก ในวันที่ 2 สิงหาคม 2007 ที่เปิดฉากถล่ม ซรินจ์สกี้ 5-0 ด้วยการกดแฮตทริก ทั้งทีมีอายุเพียง 17 ปี 

 

อีก 2 เดือนถัดมา เจ้าตัวถูกโยงกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด ทว่า โยเวติช ยังคงอยู่กับทีมต่อไป พร้อมกับได้เป็นกัปตันทีมในวัยเพียง 18 ปี จนกายเป็นหัวหน้าทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร 
 

วันที่ 10 พฤษภาคม 2008 โยเวติช บ้ายไปค้าแข้งกับฟิออเรนติน่า ทีมดังแห่งเซเรีย อา ด้วยค่าตัวราว 8 ล้านปอนด์ และใช้เวลาเกือบหนึ่งปี กว่าจะเบิกสกอร์แรกให้กับตัวเอง โดยเป็นการทำประตูจากลูกจุดโทษ ในแมตช์กับอตาลันต้า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2009 

 

ส่วนในซีซั่น 2009-10 เจ้าตัวแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับ "วิโอล่า" เริ่มจากการทำประตูให้ทีมในเกมเสมอ สปอร์ติ้ง ลสบอน 1-1 ในศึกยูซีแอล รอบคัดเลือก จากนั้นไอ้หนุ่มผมยาวก็ส่องตาข่ายเจออย่างต่อเนื่อง ทั้งในแมตช์เซเรีย อา ที่เจอกับปาแลร์, ซามพ์โดเรีย และ ลิวอร์โน่ รวมถึงเหมาคนเดียว 2 เม็ด ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งไล่ต้อนลิเวอร์พูล 2-0 และอีก 2 ลูกในเกมชนะบาเยิร์น 3-2 
 

อย่างไรก็ตาม โยเวติช เจออการบาดเจ็บหัวเข่าเล่นงานอย่างหนักในช่วงปรี-ซีซั่น 2010-11 ส่งผลให้ดาวรุ่งมอนเตเนโกร ต้องใช้เวลาพักฟื้นตลอดฤดูกาลดังกล่าว แต่กองหน้าอนาคตไกล กลับมาได้อย่างแข็งแกร่งในปีถัดมา พร้อมกับกระทุ้งคนเดียว 2 เม็ด ในแมตช์ถล่มปาร์ม่า 3-0 อีกทั้งเจ้าตัวได้รับการขยายสัญญาให้อยู่โยงกับทีมไปจนถึงปี 2016 
 

หลังจากนั้น โยเวติช ระเบิดตาข่ายให้ทีมได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการยิงอีก 2 ลูกในเกมทุบโนวาร่า 3-0 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2012 รวมถึง 2 ประตูจากลูกจุดโทษในเฉือน อูดิเนซ่ 3-2 ทว่าเด็กหนึ่มจากยูโกสลาฟ เท้าบอดแบบไม่ทราบสาเหตุ โดยสะกดประตูไม่เจอร่วม 2 เดือน กระทั่งมาปลดล็อดซัด 1 ตุง ในนัดเชือดเอซี มิลาน 2-1 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 
 

วันที่ 19 กรกฏาคม "โยโย่" ตัดสินใจหันไปหาความท้าทายใหม่ๆ กับแมนฯ ซิตี้ ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ โดยฝากผลงาน 35 ประตู จากการลงเล่นให้ฟิออเรนติน่า 116 นัด ส่วนการย้ายทีมครั้งนี้ ฝั่ง "วิโอล่า" ได้ค่าฉีกสัญญาราว 22 ล้านปอนด์ ซึ่งดาวยิงความหวังใหม่แห่งถิ่นเอติฮัด ได้สวมเสื้อเบอร์ 35 ก่อนจะได้ออกสตาร์ทเป็นเกมแรกในนัดเจ๊าสโต๊ค 0-0 ในวันที่ 14 กันยายน และยิงประตูแรกให้ทีมได้ในแมตช์ยำวีแกน 5-0 ในศึกลกี คัพ ขณะที่ประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ของเจ้าตัวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม เป็นนัดบุกทุบสเปอร์ส 5-1 และล่าสุดเจ้าตัวก็ยิงประตูให้ทีมในเกมเอฟเอ คัพ ที่ล้างแค้นชนะเชลซี 2-0 

ดีมีตาร์ อีวานอฟ เบร์บาตอฟ (Dimitar Ivanov Berbatov)

ดีมีตาร์ อีวานอฟ เบร์บาตอฟ (บัลแกเรีย: Димитър Иванов Бербатов, Dimitar Ivanov Berbatov) เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1981 เป็นนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินลูกหนังคนหนึ่งของวงการฟุตบอล เกิดในครอบครัวนักกีฬาในประเทศบัลแกเรีย พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลเช่นเดียวกับเขา ส่วนแม่ของเขาเป็นนักแฮนด์บอล เบร์บาตอฟได้เริ่มเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนกับทีมปีรินบลาโกเอฟกราด ซึ่งเป็นสโมสรเดียวกับที่พ่อเขาเคยค้าแข้งในอ ดีต

อาชีพการค้าแข้ง
ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทำให้ซีเอสเคเอ โซเฟีย สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของบัลแกเรียเซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาร่วมทีมในขณะที่มีเบร์บาตอฟอายุ 17 ปี ก่อนจะได้ประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในฤดูกาล 1998-99 ด้วยวัยเพียง 18 ปี และนับจากนั้นเป็นต้นมา เบร์บาตอฟก็เริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยการทำ 14 ประตู ในการลงสนามในลีก 27 นัด นอกจากนั้น ยังพาทีมคว้าแชมป์บอลถ้วยของบัลแกเรียมาครองด้วย

ในปี 2000-2001 สถิติทำ 9 ประตูใน 11 เกมในฤดูกาล ทำให้ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซิน ทีมดังของแห่งศึกบุนเดิสลีกา ตัดสินใจคว้าตัวดาวเตะชาวบัลแกเรีย มาช่วยล่าตาข่ายในเดือนม.ค. 2001

อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกของเบร์บาตอฟกับไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซินไม่สวยหรูอย่างที่คิด เนื่องจากเขาทำได้แค่ 16 ประตูในการลงสนาม 67 นัดแรก โดยกว่าที่จะกลายเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ของเลเวอร์คูเซิน ก็ต้องรอจนกระทั่งฤดูกาล 2003-04 ที่เขากดไป 16 ประตู จากการเริ่มต้นเป็นตัวจริง 24 นัด 2 ฤดูกาลถัดมา เบร์บาตอฟเริ่มทำผลงานได้ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยสอยไปอีก 46 ประตู ซึ่งรวมถึง 5 ประตูในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2004-05 และนั่นทำให้เขาเริ่มกลายเป็นที่สนใจของหลายสโมสรดังในยุโรป แต่สุดท้ายกลายเป็นทอตนัมฮอตสเปอร์ ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ที่คว้าตัวรองดาวซัลโวบุนเดิสลีกา ฤดูกาล 2005-06 ไปครองด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ราว 800 ล้านบาท) และทำสัญญาอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 ประตูแรกของในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกของเบร์บาตอฟกับสเปอส์ เกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ชิปที่พบกับเชฟฟีลด์ยูไนเต็ดที่ไวต์ฮาร์ตเลน นอกจากนั้น การประสานงานที่เข้าขากับร็อบบี คีน ก็ทำให้ทีม "ไก่เดือยทอง" ทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศยูฟ่าคัพ ก่อนจะพ่ายให้กับเซบิยาที่กลายเป็นแชมป์ในเวลาต่อมา เบร์บาตอฟจบฤดูกาลแรกกับสเปอส์ด้วยการทำ 12 ประตูในการลงสนามในพรีเมียร์ลีก 33 นัด และช่วยผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูอีก 11 ลูก และฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นดังกล่าวก็ทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของทีมไก่เดือยทองด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2007 ด้วย นอกจากจะโดดเด่นในระดับสโมสรแล้ว ในทีมชาติ เบร์บาตอฟก็ถือว่าเป็นกำลังสำคัญของทีมเช่นกัน โดยหลังจากที่ติดธงครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1999 แล้วเขาก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของบัลแกเรียถึง 3 สมัย ในปี ค.ศ. 2002, 2004 และ 2005 พร้อมกับทำหน้าที่กัปตันทีมด้วย

ฤดูกาล 2007-08 เบร์บาตอฟต้องเผชิญหน้ากับข่าวการย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 ในเดือนม.ค. 2008 ซึ่งแม้ว่าฆวนเด ราโมส กุนซือของทีม จะออกมายืนยันหลายครั้งว่าสเปอส์ไม่มีความคิดที่จะขายศูนย์หน้าตัวเก่งรายนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถลดกระแสข่าวลงได้เลย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไม่เคยปิดบังว่าเขาชื่นชอบทักษะและสัญชาตญาณการทำประตูของเบร์บาตอฟมากแค่ไหน แต่ความพยายามที่จะดึงตัวดาวยิงบัลแกเรียมาร่วมทีมอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเชลซี ทีมเจ้าบุญทุ่มของเมืองผู้ดีก็พร้อมที่จะประเคนเงินก้อนโตให้สเปอส์ยอมใจอ่อนเช่นกัน เรื่องราวการย้ายทีมยังมีอย่างไม่ลดละ เบร์บาตอฟก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในความต้องการที่จะย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ถึงขั้นเซ็นชื่อในเสื้อของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และในที่สุดเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมนี้ด้วยค่าตัว 30.75 ล้านปอนด์ (หรือประมาณ 1,968 ล้านบาท)

ในฤดูกาลแรกเขาต้องแย่งชิงตำแหน่งกับการ์โลส เตเบซ หัวหอกชาวอาร์เจนตินา แต่หัวหอกชาวบัลแกเรียก็ยังไม่สามารถทำได้ จนในปีต่อมาหลังจากที่เตเบซย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ซิตีด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ เขาจึงได้ตำแหน่งตัวจริงมาครอบครอง แต่เขาก็ยังไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งออกมาได้ ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากจนมีฉายาตามมา เช่น "ไอ้ช้า" ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าตัว 30.75 ล้านปอนด์ที่สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เสียไป แต่ในฤดูกาล 2010-2011 หัวหอกหมายเลขเก้าระเบิดฟอร์มเก่งด้วยความขยันซ้อมและการพูดคุยกับเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยนำสามารถทำ 3 ประตูในเกมชนะลิเวอร์พูล 3-2 ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในสายตาแฟนบอลมากขึ้น รวมถึงยังโชว์ฟอร์มสุดยอดทำคนเดียว 5 ประตูในเกมชนะแบล็กเบิร์นโรเวอส์ไปอย่างขาดลอย 7-1 ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ในพรีเมียร์ลีกที่ยิง 5 ประตูในเกมเดียว ต่อจากแอนดี โคล, อลัน เชียเรอร์ และเจอร์เมน เดโฟ และตอนนี้เป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกด้วย แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่คงที่แน่นอนจึงทำให้เขาตกเป็นตัวสำรองบ่อยครั้ง และการที่เป็นตัวสำรองบ่อยครั้งของเขาทำให้เฟอร์กีไม่พอใจฟอร์มการเล่นของเขา แม้จะมีอยู่บางช่วงที่ฟอร์มเริ่มกลับมาดีขึ้น ในปี ค.ศ. 2011 เฟอร์กีได้ซื้อชีชารีโต กองหน้าชาวเม็กซิโกมาทดแทนในตำแหน่งของเขา และทำให้เบร์บาตอฟไม่ได้รับโอกาสการลงเล่นในสนามให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเลยหลังจากนั้น เมื่อเปิดพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012-13 ขึ้น เบร์บาตอฟได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสรฟุตบอลฟูลัมในพรีเมียร์ลีกอีกเช่นกัน

 

อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ (Alex Stepney)

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู
วันเกิด 18 กันยายน 1944 (75 ปี)
สถานที่เกิด มิทแชม, เซอร์เรย์, อังกฤษ
ทีมชาติ อังกฤษ

อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ เป็นผู้รักษาประตูเพียงไม่กี่คนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีความสามารถอย่างมากมายหาใครเทียบได้ยาก ในช่วง 17 ปีของการเป็นผู้รักษาประตูเขาลงสนามกับทีมในดิวิชั่นทั้ง 4 ถึง 88 สโมสร ก่อนที่จะอำลาการเป็นนักฟุตบอลไปเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ปี 1979

สเต็ปนี่ย์ เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเตะโดยเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่นอยู่กับ ทูตติ้ง และมิทแชม ก่อนที่จะย้ายมาร่วมทีมมิลล์วอลล์ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1963 เขาเริ่มพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ 3 ปีให้หลังเขาย้ายไปร่วมทีมเชลซี หลังลงสนามให้เดอะ ไลออนส์ จำนวน 137 นัด ด้วยค่าตัว 50,000 ปอนด์ แต่สเต็ปนี่ย์ ได้ลงเล่นให้กับทีมแห่งสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพียง 1 นัดเท่านั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ยอมจ่าย 55,000 ปอนด์ เพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีมในเดือนกันยายน ปี 1966

เขาปรับตัวเข้ากับทีมใหม่อย่างรวดเร็ว ในฤดูกาล 1970-1971 สเต็ปนี่ย์ ได้ลงสนามเป็นประตูมือหนึ่งของทีมในช่วงที่เหลือก่อนจบฤดูกาล จากนั้นกว่า 10 ฤดูกาล เขาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงมาโดยตลอด เขาลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กว่า 550 นัด (433 นัดเป็นบอลดิวิชั่น) และยังเป็นคนยิงประตูให้กับทีมถึง 2 ลูก โดยเป็นการยิงจุดโทษทั้งสองลูกในช่วงฤดูกาล 1973-1974

ตลอดชีวิตการเป็นนักเตะของเขา เขาลงสนามมาแล้วกว่า 700 นัด รวมทั้งเป็นประตูทีมชาติชุดใหญ่ของอังกฤษ คราวที่พบกับทีมชาติสวีเดน ที่สนามเวมบลีย์ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1968 และยังเคยติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 23 ปี เขาเป็นคนหนึ่งในทีมชาติที่บินไปทำศึกบอลโลกที่เม็กซิโก ในปี 1970 ได้เหรียญทองแชมป์ฟุตบอลดิวิชั่น ในปี 1967, แชมป์ยูโรเปี้ยน 1968 และเหรียญชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ในปี 1977 กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เอกลักษณ์ของเขาคือมีความเยือกเย็น เป็นผู้รักษาประตูที่มีความสามารถสูง เป็นนักเตะที่อยู่ภายใต้ผู้จัดการทีมถึง 5 คน นับตั้งแต่มาอยู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เริ่มจาก เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้, วิล์ฟ แม็คอินเนสส์, แฟรงค์ โอ ฟาร์เรลล์, ทอมมี่ ด็อกเคอร์ตี้ และ เดฟ เซ็กซ์ตัน จากนั้นเขาย้ายไปเป็นผู้รักษาประตูให้กับทีมดัลลัส ทอร์นาโดส์ ของอเมริกาเหนือ ก่อนจะแขวนสตั๊ดไป

Youri Tielemans (ยูริ ติเลอม็องส์)

Youri Tielemans (ยูริ ติเลอม็องส์)

NATIONALITY :เบลเยียม
DATE OF BIRTH :7 พฤษภาคม 1997
HEIGHT :176 CM.
WEIGHT :72 KG.

ยูริ ติเลอม็องส์ มิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยม ย้ายจาก อาแอส โมนาโก มาอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัญญายืมตัว โดยมิดฟิลด์ ทีมชาติเบลเยี่ยมวัย 21 ปีมีดีกรีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก2018 กับทีมชาติเบลเยี่ยมมาแล้ว ufa1688

มิดฟิลด์วัย 21 ปีผู้นี้ทำได้ 5 ประตูจากการลงแข่งขันในลีกเอิงทั้งหมด 20 นัดฤดูกาลในฤดูกาล 2018-19 โดย ติเลอม็องส์ ย้ายสลับกับ อาเดรียน ซิลวา ที่ย้ายทีมไปอยู่กับ อาแอส โมนาโกในสัญญายืมตัวเช่นเดียวกัน

ติเลอม็องส์ทำผลงานได้โดดเด่นให้กับโมนาโกตลอดระยะเวลา 18 เดือนโดยเจ้าตัวลงเล่นให้กับโมนาโกไป 65 นัดในทุกรายการ ทำไป 6 ประตูและเป็นประตูที่ทำได้ในฤดูกาล 2018-19 ถึง 5 ประตู

เขาเกิดที่เมือง Sint-Pieters-Leeuw ประเทศเบลเยี่ยม และเริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสรอันเดอร์เลชท์ เซ็นสัญญาฉบับแรกในปี 2013 ด้วยอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ติเลอม็องส์ประเดิมสนามถึงในแชมเปี้ยนส์ลีกในอีก 3 เดือนถัดมา และกลายเป็นนักเตะเบลเยี่ยมที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในการแข่งขันนี้

ติเลอม็องส์ ลงเล่นให้กับอันเดอร์เลชท์ทั้งหมด 185 นัดในทุกรายการ ทำไป 35 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ในเบลเยี่ยมโปรลีกถึงสองสมัย

สองฤดูกาลแรกเขาได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งแห่งปีในฤดูกาล 2016/17 และนักฟุตบอลเบลเยี่ยมแห่งปี

หลังย้ายร่วมสโมสรอาแอส โมนาโกช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ติเลอม็องส์ประเดิมสนามเจอกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และลงเล่นให้กับทีมอีก 35 นัดในฤดูกาลนั้น

ความสามารถของเขาโดดเด่นมากในลีกเอิง ลีกอันดับสูงสุดของฝรั่งเศส โดยทำไปได้ 5 ประตูในการแข่งขันเพียง 20 นัดเท่านั้นในฐานะมิดฟิลด์

ในระดับนานาชาติ ติเลอม็องส์ ลงเล่นให้ทีมชาติเบลเยี่ยมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2016 และลงเล่นให้ทีมชาติรวม 19 นัด เขามีชื่อติดทีมชาติในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ที่สามารถคว้าที่ 3 ของการแข่งขัน และเอาชนะทีมชาติอังกฤษได้ทั้ง 2 นัดที่ประเทศรัสเซีย

หลังจากจบฤดูกาล 2018-19 ติเลอม็องส์ หมดสัญญายืมตัว และ ต้องกลับไปที่ โมนาโก ต้นสังกัดเดิม แต่เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เดินหน้า เซ็นสัญญา คว้าตัว ยูริ ติเลอม็องส์ เข้ามาอยู่ในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ได้อย่างเป็นการถาวร ในที่สุด

ดาบิด เด เคอา (David De Gea)

ดาบิด เด เคอา (David De Gea)

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู
วันเกิด 7 พฤศจิกายน 1990
สถานที่เกิด มาดริด, สเปน
น้ำหนัก 76
ส่วนสูง 193
ทีมชาติ สเปน ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2011 ufa1688

ดาบิด เด เคอา นับเป็นผู้รักษาประตูคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์ และเป็นผู้รักษาประตูอายุน้อยที่มีอนาคตไกล เขาเซ็นสัญญามาร่วมทีมแมนฯ ยู ในช่วงฤดูร้อนปี 2011 ในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 20 ปี แต่ก็ได้รับการคาดหวังว่าจะมาแทนที่อดีตผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์

ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนชุดเล็กผู้นี้เกิดในเมืองมาดริดในปี 1990 และเขาก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากอคาเดมี่ของแอตเลติโก มาดริด โดยเริ่มเข้าสู่การเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ

จากการเป็นคนรูปร่างสูง มีความเป็นนักกีฬา และมีความมั่นใจเมื่อมีบอลอยู่กับเท้า เด เคอา ได้พัฒนาตัวเองในทีมเยาวชนของแอตเลติโก มาดริดอย่างรวดเร็ว และได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพนัดที่หนึ่งด้วยอายุเพียง 18 ปีในฤดูกาล 2008/09 กับทีมเยาวชนของแอตเลติโก มาดริด ในดิวิชั่น B และด้วยความสามารถที่โดดเด่น ในฤดูกาลถัดมาเขาก็ได้มีชื่อติดทีมชุดใหญ่ และได้ลงเล่นนัดที่หนึ่งให้ทีมชุดใหญ่ในวันที่ 30 กันยายน 2009 ในฐานะตัวสำรองซึ่งได้ลงเล่นแทนผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมอย่าง โรแบร์โต้ ในเกมที่ทีมไปเยือนปอร์โต้ใน UEFA แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม และจากอาการเดี้ยงของโรแบร์โต้ ก็ทำให้เด เคอา ได้ลงเล่นในลาลีกา สเปน ครั้งแรกในอีก 3 วันถัดมาที่ทีมพบกับรีล ซาราโกซา และช่วยให้ทีมเอาชนะมาได้ 2 – 1

ต่อไป ในฤดูกาล 2009/10 เขาก็ยึดตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีม เขาได้รับเลือกเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ 2 นัดในปีนี้ คือนัดที่พบกับแอตเลติก บิลเบา และบาเลนเซีย และเขาก็มีส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก ในปีนี้ด้วย ซึ่งนับเป็นแชมป์ยุโรปครั้งแรกในรอบ 50 ปีของแอตเลติโก มาดริด เลยทีเดียว

ในปีถัดมา ชื่อเสียงของเด เคอา ก็เป็นที่เลื่องลือมากขึ้นทั้งจากฟอร์มการเล่นในลาลีกา และจากข่าวลือหนาหูเกี่ยวในการได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่อย่างแมนฯ ยู หลังจากที่สื่อได้พบกับ อีริค สตีล โค้ชผู้รักษาประตูของทีมปีศาจแดงไปป้วนเปี้ยนดูฟอร์มการเล่นของผู้รักษาประตูชาวสเปนผู้นี้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2010

ต่อไปในช่วงปลายฤดูกาล 2010/11 เด เคอา ก็ยิ่งได้รับความสนใจจากสื่อมากขึ้นหลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องมองหาผู้รักษาประตูคนใหม่เพื่อมาแทนที่ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ แต่ข่าวก็เงียบไปพักใหญ่ในช่วงที่เด เคอา ต้องร่วมทีมชาติสเปนชุดอายุไม่เกิน 21 ปีเพื่อสู้ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2011 ที่ประเทศเดนมาร์ก และเขาก็สามารถช่วยทีมชาติคว้าแชมป์นี้มาครองได้สำเร็จ

นอกเหนือจากอายุ และประสบการณ์ที่ยังน้อย เด เคอา ก็ได้มีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมในการทำหน้าที่ผู้รักษาประตู และจากการที่เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถเล่นได้ดีจนถึงอายุ 40 ปี ดังนั้น หากเด เคอา สามารถไปได้ดีกับทีม ก็อาจเป็นได้ว่าเขาจะอยู่กับทีมไปอีก 20 ปีจนกระทั่งแขวนถุงมือเลยก็ได้ (จริงๆแล้วชื่อเขาอ่านออกเสียงว่า “เด เฮเออร์”)

“ผมรู้สึกภูมิใจมาก และผมแทบจะรอเวลาที่จะลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไม่ไหวแล้ว เมื่อทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างปีศาจแดง มาติดต่อคุณ แน่นอนล่ะว่ามันจะทำให้คุณมีความสุขมากๆ เลยล่ะ” เด เกีย ให้สัมภาษณ์กับ MUTV ครั้งแรกหลังจรดปากกาเซ็นสัญญาร่วมทีม

เกียรติประวัติกับทีม

คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2011, 2013
พรีเมียร์ ลีก 2012-2013

เกียรติประวัติส่วนตัว

Sir Matt Busby Player of the Year 2013-2014
Players’ Player of the Year 2013-2014

เฟร์นานโด ตอร์เรส (Fernando José Torres Sanz)

เฟร์นานโด ตอร์เรส ศูนย์หน้าตัวเก๋าชาวสเปนของ แอตเลติโก มาดริด ออกมายอมรับว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกัปตันชาวเมืองผู้ดีของ หงส์แดง เพื่อนเก่าของเขาคือนักฟุตบอลที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยเล่นพร้อมกันมาตลอดการค้าแข้ง

     “ผมคิดว่าผมโชคดีที่ได้เคยเล่นร่วมกับนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมมานับไม่ถ้วน แต่สำหรับผม คนที่เยี่ยมที่สุดก็ต้องเป็น เจอร์ราร์ด”

     “ผมจะเลือกเขาตลอดไป หากผมจำต้องมีเขาในทีมของผม ยามที่ผมมีเขาอยู่ข้างหลัง สตีเว่น เจอร์ราร์ด คือนักเตะที่ดีที่สุดตลอดการค้าแข้งฟุตบอล เขาคือแข้งในอุดมคติของผมอย่างแท้จริง”

     ที่ผ่านมา ตอร์เรส เคยลงเล่นร่วมกับ เจอร์ราร์ด ที่ หงส์แดง ระหว่างปี 2007 – 2011 ก่อนจะเลือกย้ายไปอยู่กับสิงห์บลูในเวลาต่อมา

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : เฟอร์นานโด โฮเซ่ ตอร์เรส ซานซ์

วันเกิด : 20 มีนาคม 2527 (20 March 1984)

สถานที่เกิด : มาดริด, สเปน

สัญชาติ : สเปน

ส่วนสูง : 183 ซ.ม. (6 ฟุต 1)

น้ำหนัก : 70 ก.ก.

ฉายา: เอลนีโน่ (El Nino)

สโมสร : หงส์แดงลิเวอร์พูล (2007-ทุกวันนี้)

ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

เฟอร์นานโด ตอร์เรส เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1984 หรือปี พ.ศ. 2527 เป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งพุ่งแรงชาว สเปน ที่ย้ายจากสโมสรบ้านเกิดอย่าง แอตเลติโก มาดริด มาสังกัดสโมสร หงส์แดง ในประเทศเมืองผู้ดีในฤดูกาล 2007/08 ด้วยค่าตัวที่เป็น Stats สูงที่สุดของสโมสร (26.5 ล้านปอนด์) เขาเกิดในกรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน

          ตอร์เรส อาจจะไม่ได้โด่งดังเหมือนทุกวันนี้ หากเขาเลือกไปอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง รีล มาดริด โชคชะตาจึงกำหนดให้เขาไปแจ้งเกิดที่ แอตเลติโก มาดริด ทีมคู่แข่งร่วมเมืองนั่นเอง ฉายาของเขาคือ เอลนีโน่ (El Nino) ที่มีความหมายว่า เด็กน้อย เนื่องมาจากใบหน้าที่อ่อนเยาว์ และหล่อเหลาของเขานั่นเอง นอกจากแฟนฟุตบอลแล้ว เขาเองยังมีแฟนคลับ (สาวๆ) ที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอลอีกมากมายทั่วโลก

ชีวิตในวันเด็ก

        เป็นชาวเมืองมาริดโดยกำเนิด และหลงรักกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ตอร์เรส วัยเด็ก นั้นก็ไม่ได้มีความไม่เหมือนกันจากเด็กๆทั่วไปมากนัก ที่แตกต่างนิดหน่อยนั่นก็คือ กีฬาที่เขาเล่นมีเพียงแต่ ฟุตบอล พออายุ 5 ปีเขาได้ไปร่วมทีมฟุตบอลของศูนย์กีฬาแถวบ้านชื่อทีม ปาร์เก้ 84 โดยการผลักดันจากพ่อของเขานั่นเอง พ่อของเขาทำงานระหว่างที่ตอร์เรสไปเตะฟุตบอลโดยมีแม่บังเกิดเกล้าคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ตอร์เรส มักจะฝันอยู่เสมอว่าอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนกับนักฟุตบอลหลายๆคนที่เขาเห็นในโทรทัศน์ และจากการสนับสนุนของครอบครัว. รวมไปถึงคุณปู่ของเขา ผู้ที่เป็นแฟนตัวยงของ แอตเลติโก มาดริด เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เขาได้ตามหาในฝันวัยเด็ก

เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

2001-2007 : แอตเลติโก มาดริด

        แล้วฝันนั้นก็เริ่มเปิดทางให้เขาเมื่อเขาอายุได้ 10 ปี เขาได้เล่นให้กับทีม ราโย 13 (Rayo 13) ทีมแรกในชีวิตการเล่นฟุตบอล (จริงๆ) เขาฉายแววด้วยการทำประตูถึง 55 ประตู ทำให้ได้โควต้าการคัดเลือกเข้าฝึกหัดเป็นดาวเตะเยาวชนของสโมสร แอตเลติโก มาดริด อายุ 12 ปีเขาก็ติดชุด จูเนียร์ทีมบี จนกระทั่งอายุ 15 ปี เขาได้ทำการเซ็นสัญญาฉบับแรกในฐานะนักเตะทีม เยาวชน ฝันของเขาเป็นจริงแล้ว

         ตอร์เรสเปล่งประกายของความเป็นยอดดาวเตะออกมาให้เห็น หลังจากนำทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า15ปีของแอตเลติโก้ มาดริด เป็นแชมป์ไนกี้ของภูมิภาคยุโรปในปี1998  และเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปในระดับเยาวชนอีกด้วย

         ปี1999ตอร์เรสเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวกับสโมสร แอตเลติโก้ มาดริด ในปีแรกตอร์เรสเล่นให้กับทีมเยาวชนของสโมสร และมีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่เมื่อตอนอายุ16ปี

ฤดูกาว2000-2001 เป็นการออกสตาร์ทที่เลวร้ายของเขา หลังได้รับเดี้ยงกระดูกแก้มแตกต้องพักยาวจนกระทั่งเดือนธันวาคม

   ปี 2001-2002 ก็ไม่ใช่ปีที่ดีของเขาเท่าใดนัก หลังยิงได้แค่6ประตู จากการลงเล่น36นัด ในเชกุนด้า ดิวิชั่น

   ปี 2002-2003 เป็นปีแรกที่ตอร์เรสถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ และก็ทำได้ไม่เลว ยิงได้12ประตู จาก29นัด นำทีมตราหมีจบอันดับ11

   ปี 2003-2004 เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งของตอร์เรส ที่กดไป19ประตูจาก35นัด

   ปี 2005 ดูจะเป็นปีที่เผลงานของเขากลับแย่ลง เขายิงได้ 16 ประตูเท่านั้นและทีมก็ไม่ได้แชมป์อะไร

        ตอร์เรส มีข่าวการโยกย้ายทีมมาโดยตลอดหลังจากฟุตบอลโลก ไม่ว่าจะเป็นChelseaแมนยูฯ สเปอร์ ฯลฯแต่ที่เห็นจะชัดเจนขึ้นมาก็เห็นจะเป็นนัดหนึ่งในลาลีกา เมื่อเขาทำประตูได้และถอดปลอกแขนกัปตันซึ่งใต้ปลอกแขนเขียนว่า You?ll never walk alone ซึ่งเป็นสโลแกนของทีม หงส์แดงลิเวอร์พูล

       ตอร์เรส ออกมายอมรับว่า เขาเองก็เป็นแฟนฟุตบอลตัวยงของทีม ซึ่งคงจะดีไม่น้อยหากวันหนึ่งเขาเองได้ไปเป็นสมาชิกของ เดอะ คอป แล้ววันนั้นก็มาถึงหลังจากยื้อยุด ฉุดกระชากกันมานานด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงลิบ ทำให้หลายๆทีมต้องยอมถอนตัว และเปิดทางให้ หงส์แดง ได้ซื้อตัวมาร่วมทีมด้วยราคาเป็นประวัติการณ์ 26.5 ล้านปอนด์ สมใจเฮีย เบนิเตส และสาวกเดอะค็อป

2007-2010 : หงส์แดงลิเวอร์พูล

       ค่าตัวในการเซ็นสัญญาของเฟร์นันโด ตอร์เรส ได้รับการบันทึกไว้เป็น Stats สูงสุดของหงส์แดงลิเวอร์พูล แม้ว่าสื่อเมืองผู้ดีรายงานว่า ค่าตัวนักเตะอยู่ที่ประมาณ 26.5 ล้านปอนด์ ราฟาเอล เบนิเตซยืนยันในการสัมภาษณ์กับสื่อสเปนว่า ค่าตัวอยู่ที่เกือบ 20 ล้านปอนด์ ยังมีรายงานอีกว่า ตอร์เรสยอมลดค่าเหนื่อยสำหรับการย้ายตัว หนังสือพิมพ์ The Times รายงานว่า ค่าตัวลดจาก 103,000 ปอนด์ต่ออาทิตย์ในสเปน เหลือ 90,000 ปอนด์

       ในวันที่ 11 สิงหาคม2550 ตอร์เรสลงแข่งนัดเปิดตัวให้หงส์แดง โดยแข่งกับ แอสตันวิลลา และชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ตอร์เรสยิงประตูแรกใน Premier League  ในการลงแข่งครั้งแรกในสนามแอนฟีลด์ ในวันที่ 19 สิงหาคม ในนาทีที่ 16 ผลเสมอ 1-1 กับเชลซี โดยวิ่งไปรับบอลจากการส่งของเจอร์ราร์ด ตอร์เรสเลี้ยงผ่านกองหลังเชลซี ทาล เบน ฮาอิม และยิงผ่านเมือผู้รักษาประตูปีเตอร์ เช็คเข้าไปตุงตาข่ายเชลซี

        ตอร์เรสยิงคนเดียว 3 ประตูเป็นครั้งแรกให้สโมสร ในวันที่ 25 กันยายน ในนัดเยือน ถ้วยคาร์ลิงคัพกับเรดดิ้ง และชนะไป 4-2 [2] โดยประตูแรกของตอร์เรสในเกม คือประตูที่ยิงให้หงส์แดงนำ 2-1 ลูกที่ 2 ของเขาทำให้ หงส์แดงนำ 3-2 และตามด้วยลูกปิดท้าย 4-2 หลังจากจบการแข่งขัน ตอร์เรสได้รับการคิดเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน และเนื่องจากตอร์เรสสามารถทำคนเดียว 3 ประตูได้สำเร็จ เขาจึงได้รับลูกบอลที่ใช้ในการแข่งขันเป็นของที่ระลึก

        ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์2551 ตอร์เรสสามารถทำคนเดียว 3 ประตูแรกในลีกได้สำเร็จ ในเกมที่หงส์แดงเปิดบ้านเอาชนะทีมมิดเดิลส์โบร 3-2 และในวันที่ 5 มีนาคม ปีเดียวกัน ตอร์เรสสามารถทำคนเดียว 3 ประตูได้อีกครั้ง ในเกมที่หงส์แดงลิเวอร์พูลเอาชนะทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด 4-0 ทำให้เฟร์นันโด ตอเรส ได้รับการบันทึกไว้เป็น Stats ว่า เป็นผู้เล่นคนแรกต่อจากแจ็คกี้ บัลเมอร์ ที่เคยทำคนเดียว 3 ประตูในเกมที่แอนฟีลด์ติดต่อกัน 2 นัด ในปี 1946 และยังเป็นดาวเตะคนที่ 5 ของสโมสรที่สามารถทำได้ ตอร์เรสได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเดือนกุมภาพันธ์ของพรีเมียร์ชิพ England  โดยนอกจากนี้เขายังเป็นนักฟุตบอลนอกสหราชอาณาจักรคนแรกที่ยิงได้ 15 ประตูใน Premier League ให้หงส์แดง

        ในวันที่ 15 มีนาคม 2551 เฟร์นันโด ตอร์เรสกลายเป็นผู้เล่นคนแรกของสโมรส ต่อจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ปี 1995-1996)ที่สามารถทำประตูในลีกได้เกินถึง 20 ประตูใน 1 ฤดูกาล เมื่อเขาทำประตูในนาทีที่ 47 ในเกมที่หงส์แดงสามารถเอาชนะทีมเรดดิง 2-1 และหลังต่อไป ตอร์เรสก็สามารถยิงประตูช่วยให้ทีมเอาชนะอินเตอร์ มิลานในการแข่งขัน  UEFA แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 สุดท้าย

        วันที่ 13 เมษายน 2551 เฟร์นันโด ตอร์เรสสามารถทำประตูที่ 30 ของตัวเองให้กับหงส์แดงได้ในฤดูกาลแรกที่ย้ายมา โดยประตูดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมที่หงส์แดงลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-1 ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของเมืองผู้ดี และด้วยประตูนี้เอง ทำให้เฟร์นันโด ตอร์เรสสามารถทำ Stats  กระหน่ำทำประตูติดต่อกัน 7 นัด ในสนามแอนฟีลด์

และในวันสุดท้ายของฤดูกาล ณ สนามของทีมไก่เดือยทองในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 ตอร์เรสได้ทำประตูสุดท้ายของฤดูกาลนี้เป็นประตูที่ 33 ที่ทำให้เขาเป็นดาวเตะคนแรกที่ทำประตูเกิน 30 ประตูในหนึ่งฤดูกาล โดยก่อนหน้านั้น มีเพียง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ทำได้ 30 ประตู ในปี 1996-1997 โดยเฉพาะวันที่ 4 พฤษภาคม 2551 ณ สนามแอนฟีลด์ หงส์แดงลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ทีมชนะไป 1-0 โดยตอร์เรสเป็นผู้ยิงประตูตัดสินชัยชนะ ทำให้เขาสามารถทำประตูติดต่อกันเป็นนัดที่ 8 ในถิ่นแอนฟีลด์ เป็นเหตุให้เขาเป็นดาวเตะคนแรกของทีมที่ทำประตูในเกมลีกสูงต่อหน้ากองเชียร์ในแอลฟีลด์ได้ 8 นัดติดต่อกัน โดยมี โรเจอร์ ฮันท์ ที่ทำได้อีกคนแต่ทำได้ในลีกดิวิชั่น 2 เดิมในช่วงทศวรรษที่ 60 ฤดุกาล 1961-1962

        33 ประตู จาก 46 นัดในทุกรายการ เฉพาะเกมลีกเขาทำไป 24 ประตู จาก 33 นัดที่ลงแข่ง และทั้ง 24 ประตูไม่มีลูกจากจุดโทษเลย ทำให้ เฟร์นันโด ตอร์เรส ทำ Stats เป็นดาวเตะต่างชาติที่ทำประตูสูงสุดเพียงปีแรกที่ลงเตะใน Premier League คนใหม่ และทำให้เขามี Stats ยิงปรตูเฉลี่ยทุกๆ 1.39 เกม ทำลาย Stats ผู้เล่นที่ทำประตูเฉลี่ยสูงสุดให้หงส์แดงลิเวอร์พูลในฤดูกาลแรก ของ จอห์น อัลดิดจ์ (1.55 เกม) ได้อย่างสิ้นเชิง และยังเอาชนะนักเตะอย่าง เอียน รัช (1.63), โรเจอร์ ฮัน (1.65), ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (1.83). ไมเคิ่ล โอเว่น (1.91) และ เคนนี่ ดัลกลิช (2) ได้อีกด้วย และทุกนัดที่เขาสามารถทำประตูได้ในเกมลีกทีมจะไม่แพ้อีกด้วย และ 25 ประตู ใน 33 ประตูที่เขาทำได้ในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นในสนามแอนฟีลด์อีกด้วย

หลังจากที่ฤดูกาล 2008-2009

         เริ่มต้น ตอร์เรสเปิดตัวได้สวย กระหน่ำทำประตูชัยดับซันเดอร์แลนด์1-0 ก่อนที่จะถูกอาการเดี้ยงเอ็นหลังหัวเข่าเล่นงานระหว่างเกมที่เสมอ แอสตันวิลล่า0-0 และหายหน้าไปจากสนามถึง3อาทิตย์ เขากลับมาอีกครั้งในเกมที่ชนะ โอลิมปิก มาร์กเซย์ ในศึก UEFA แชมป์เปี้ยน ลีกส์ และในเกมพรีเมียร์ ลีก  England  กับ เอฟเวอร์ตัน ตอร์เรสก็ถูกเปลี่ยนลงมายิงประตูให้หงส์แดงลิเวอร์พูลชนะ2-0 ในวันที่27 กันยายน 2008 รวถึงในเกมแห่งฤดูกาลที่กลับมาชนะ3-2หลังจากตามหลังอยู่0-2 ซึ่งเขาก็ทำคนเดียว2ประตู

        แต่อาการเดี้ยงก็กลับมารังควานเขาอีกครั้งและก็เป็นแผลเก่า คราวนี้เกิดขึ้นช่วงที่เขาลงรับใช้ชาติ ทำให้เขาพลาดลงสนามไปถึงสามเกม รวมไปถึงเกมที่เขาเจอกับทีมเก่าอย่าง แอตเลติโก มาดริด แต่ประธานสโสรตราหมี เอ็นริเก้ เซเรโซ่ ก็เชิญเขาเป็นแขก v.i.p ที่สนาม บิเซนเต้ กัลเดร่อน

Fernando Torres

         ตอร์เรสกลับมาลงสนามอีกครั้งในเกมที่ถล่มเวสบรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 เขาลงเล่น72นาที และอาการเดี้ยงก็ถามหาเขาอีกจนได้ คราวนี้เกิดขึ้ในเกมที่เจอกับโอลิมปิก มาร์กเซย์ ที่เฉือนเอาชนะได้1-0 และก็เป็นอาการเดี้ยงที่เก่า(เอ็นหลังหัวเข่า) ราฟาเอล เบนิเตซ ตัดสินใจให้เขาพักยาว1เดือน เพื่อไม่ให้กำเริบขึ้นมาอีก ตอร์เรสมีปัญหาอาการเดี้ยงตลอดในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล2008-209 ยังไงก็ตามเขาก็มีชื่อติดอยู่หนึ่งในตัวเต็งที่จะได้ลุ้นนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่า(บัลลังร์ ดอร์) ที่จะประกาศในเดือน ธันวาคม และผลออกมาเขาได้อันดับที่สาม รองจาก คริสเตียโน่ และ ลีโอเนล เมสซี่ตามลำดับ

        ตอร์เรสกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ลงมาเป็นตัวสำรองในเกม เอฟเอคัพ รอบสาม และเขายิงได้1ประตูในเกมที่เอาชนะ เปรสตัน นอร์ท เอนด์1-0 นับเป็นประตูแรกของเขาที่ทำได้ในถ้วยนี้ด้วย ต่อไปเขายิง 2 ประตูสำคัญในเกมที่บดเอาชนะเชลซี2-0 ในวันที่1กุมภาพันธ์ 2009

        แม้ว่าว่าตอร์เรสจะอยู่กับสโมสรหงส์แดงเพียงแค่ปีครึ่งเท่านั้น แต่ก็เขาก็ได้ถูกเลือกเป็น1ใน50นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของสโมสร

        มาถึงเกมสำคัญในวันที่10 มีนาคม 2009  เป็นศึก UEFA แชมป์เปี้ยน ลีกส์ รอบ16ทีม ที่สนามแอนฟิลด์ ตอร์เรสต้องฉีดยาลงสนามจากอาการเดี้ยงข้อเท้า แต่เขาก็ยิงได้1ประตู ก่อนจะถล่มไป4-0ท้ายที่สุด หงส์แดงลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม5-0 สี่วันให้หลังเป็นการเปิดศึกแดงเดือด หงส์แดงต้องออกไปเยือนแมนฯ ยู ตอร์เรสก็ทำประตูได้อีก ก่อนจะถล่มไป4-1

        ตอรเรสยิงประตูครบ50ลูกให้กับหงส์แดงในเกมลีก2008-2009นัดสุดท้ายกับสเปอร์ และในช่วงปิดฤดูกาล เขาก็ต่อสัญญาฉบับใหม่กับหงส์แดงลิเวอร์พูลไปจนถึง2013

ทุกวันนี้ : เชลซี

        ทุกวันนี้ ตอร์เรส ย้ายจากทีมหงส์แดงลิเวอร์พูลมาค้าแข้งอยู่กับทีมเชลซี ซึ่งก็เป็นทีมยักต์ใหญ่ในเวที Premier League  England  ด้วยค่าตัว Stats ของพรเมียร์ลีก England  50 ล้านปอนด์  แต่ทว่าตอร์เรสยังทำผลงานได้ไม่ดีนัก ซึ่งทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

ผลงานในระดับชาติ

          ในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ตอร์เรสชนะเลิศทัวร์นาเมนต์อัลการ์ฟกับทีมชาติสเปนชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ในเดือนพฤษภาคม ทีมีได้ลงแข่ง ในฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี และชนะเลิศ โดยตอร์เรสยิงประตูชัยซึ่งเป็นประตูเดียวในนัดชิงชนะเลิศ ตอร์เรสยิงประตูได้เยอะที่สุดในการแข่งขัน (7 ประตูใน 6 เกม) และได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยม

         ในปี 2546 ตอร์เรสได้ลงเล่นเป็นครั้งแรกให้กับทีมชาติสเปน ในวันที่ 6 กันยายน 2546 ในการแข่งกระชับมิตรกับโปรตุเกส ตอร์เรสยิงประตูแรกให้ทีมชาติได้ในวันที่ 28 เมษายน 2547 โดยแข่งกับอิตาลี เมื่อปิดฤดูกาล ตอร์เรสได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติสเปน เพื่อแข่งในฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปปี 2547 ตอร์เรสได้ลงสนาม โดยการเปลี่ยนตัว ใน 2 เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่มของสเปน แต่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในการแข่งนัดชี้ชะตากับโปรตุเกส ตอร์เรสยิงชนเสาในนาทีที่ 62 หลังจาก นูโน โกเมสยิงให้โปรตุเกสนำ ในนาทีที่ 57 สเปนแพ้ไป 1-0 และตกรอบ

        ในการลงแข่งครั้งแรกในฟุตบอลโลกในปี 2549 ในเยอรมนี ตอร์เรสยิงประตูสุดท้าย ในเกมที่ชนะยูเครน 4-0 ด้วยลูกวอลเลย์ ในนัดที่ 2 รอบแบ่งกลุ่ม ตอร์เรสยิง 2 ประตูในนัดเจอตูนีเซีย ประตูแรกในนาทีที่ 76 ทำให้สเปนนำ 2-1 และอีกลูกจากจุดโทษ ในนาทีที่ 90 ตอร์เรสไม่ได้ลงในนัดกระชับมิตรกับโรมาเนีย ในเดือนพฤศจิกายน 2549 แต่ได้ลงเล่นในนัดกระชับมิตรกับเมืองผู้ดี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยสเปนชนะไป 1-0

       ตอร์เรสถูกเรียกตัวเข้าไปเล่นฟุตบอลยูโร2008 ที่ออสเตรีย กับสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเจ้าภาพร่วม เขาเป็นคนเปิดบอลให้กับ ดาบิด บีย่า กระหน่ำทำประตูแรกของทัวร์นาเมนต์นี้ ในนัดที่หนึ่งที่เจอกับรัสเซีย หลังจากที่เปลี่ยนตัวออก ตอร์เรสไม่พอใจ ถึงขนาดไม่จับมือกับ หลุยส์ อาราโกเนส ผู้จัดการทีมทีมชาติสเปน แต่เขาก็มายิงประตูแรกของตัวเองได้สำเร็จในเกมที่เฉือนชนะสวีเดน2-1 และตอร์เรสก็เป็นพระเอกในนัดชิงชนะเลิศ กระหน่ำทำประตูชัยเฉือนชนะ1-0 พร้อมกับได้รับเลือกเป็นดาวเตะยอดเยี่ยมประจำเกมนี้ด้วย “ในที่สุดฝันของผมก็เป็นจริง นี่เป็นแชมป์แรกของผม นี่เป็นรายการใหญ่รองจากฟุตบอลโลก ผมมีความสุขจริงๆ”                                                        

         ตอร์เรสมีชื่ออยู่ในทีมชาติสเปนชุดคอนเฟดเดอเรชั่นคัพ 2009 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ และเขาก็เปิดตัวได้อย่างสุดยอดด้วยการซัดคนเดียว 3 ประตู17นาทีแรก ในแมตซ์ที่ถล่มสเปน 5-0 และเป็นคนเดียว 3 ประตูที่เร็วที่สุดของเขาในชุดทีมชาติด้วย

แต่ในท้ายที่สุดแล้วสเปนก็ต้องอกหักไปไม่ถึงดวงดาว หลังจากพ่ายอเมริกาไปอย่างเหลือเชื่อในรอบรองชนะเลิศ0-2

ลับเฉพาะกับ เฟร์นานโด ตอร์เรซ

– ตอร์เรสสนิทกับเพื่อนร่วมทีมชาติสเปน เซร์คีโอ รามอส กองหลังดาวรุ่งของ ราชันชุดขาว

– ตอร์เรสเดทกับแฟนสาวโอลายา (Olalla) ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเขารู้จักตั้งแต่อายุแปดขวบ โดยครอบครัวของตอร์เรส ย้ายไปอยู่บ้านในถนนเดียวกับแฟนสาวในกาลิเซีย

– ตอร์เรสแสดงหนังในมิวสิกวิดีโอ เอลกันโตเดลโลโก ของ ‘Ya Nada Volvera a Ser Como Antes’

– ตอร์เรส รับบทนักแสดงสมทบใน Torrente 3 ซึ่งเป็นหนังตลกสเปน ในปี 2548 เขาแสดงเป็นตัวเองและหลบหลีกอันตราย โดยเตะลูกระเบิดมือ เหมือนกับเป็นลูกฟุตบอล

– เขาสักชื่อ “Fernando” ที่ด้านในแขนซ้าย ด้วยภาษาTengwar สักหมายเลข 9 ที่ด้านในแขนขวา และสักวันที่ 7-7-2001 เป็นตัวเลขโรมัน ที่ด้านในน่องขวา

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

แอตเลติโก มาดริด

แชมป์

– สเปน ดิวิชั่น 2: พ.ศ. 2544-45

– ไนกี้คัพ ยุโรป ปี 2541 (บอลเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี)

ทีมชาติสเปน

แชมป์

ทัวร์นาเมนต์อัลการ์ฟ ปี 2544 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี

ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2544     

ปี 2545 ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี

แชมป์ยูโร2008

ระดับส่วนตัว

แชมป์

ผู้เล่นยุโรปยอดเยี่ยม รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ปี 2541

ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ซัดทำประตูสูงสุด ( 7 ลูก ใน 6 เกม ) ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2544

ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ตะบันประตูสูงสุด ( 4 ลูก ใน 4 เกม ) ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ปี 2545

ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูกาล 2007-2008 พรีเมียร์ชิพ England

ดาวซัลโวสูงสุดประจำสโมสรหงส์แดง ฤดูกาล2007-200

ทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล  UEFA  แชมป์เปี้ยน ลีกส์ ปี2008

ทีมยอดเยี่ยมฟิพโปร11:2007-2008

ทิม ฮาวเวิร์ด (Tim Howard)

ทิม ฮาวเวิร์ด นายทวารชาวสหรัฐอเมิรกาของ เอฟเวอร์ตัน ออกมาบอกว่าเขาคงโง่แน่ๆ หากคิดจะทาบ Stats การเฝ้าเสาของ เนวิลล์ เซาท์ธอลล์ ตำนานมือกาวชาวเวลส์ของทีม 750 นัด ที่อยู่ยงคงกระพันร่วม 20 ปี พร้อมย้ำว่าเขาไม่มีความคิดที่จะกลับไปเล่นใน เมเจอร์ ลีก ในขณะนี้อย่างแน่นอน https://ufa1688.co/

     “ตอนที่ผมมาที่นี่ใหม่ๆ สโมสรยังมีภาพความยิ่งใหญ่ของ เนวิลล์ เซาท์ธอลล์ ปกคลุมอยู่ เนวิลล์ คือตำนาน เขาชนะมาทุกรางวัลกับสโมสรนี้ อย่างที่คุณรู้ นั่นคือสิ่งสำคัญ เขายอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ตลอดกาล เขาคือสัญลักษณ์ของเรา”

     “อายุของผมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ผมจะทาบ Stats การเฝ้าเสาของเขา แต่มันดีเสมอถ้าจะทำลายมันได้ การเปรียบเทียบมันมีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่้งเหล่านั้นไม่มีทางรบกวนจิตใจผมได้”

     “ใน เมเจอร์ ลีก ขณะนี้กำลังไปได้สวย แต่ผมยังมีชีวิตที่อัศจรรย์กับทีม ในแต่ละวันของผมมันน่าตื่นเต้น และผมมียังมีสัญญาอยู่ที่นี่ แต่ฟุตบอลคือธุรกิจ ในทางเดียวกัน ผมก็กำลังอายุมากขึ้น ผู้คนก็ต้องมองหานักเตะมาทดแทน แต่แผนของผมคืออยู่ที่นี่ต่อไป”

ชื่อเต็ม : ทิโมธี แมทธิว ฮาเวิร์ด (ทิม ฮาวเวิร์ด)

วันเกิด : 6 มีนาคม 1979 (อายุ 35)

สถานที่เกิด : นอร์ท บรันสวิคซ์ , รัฐนิวเจอร์ซีย์ , สหรัฐอเมริกา

ส่วนสูง : 191 เซนติเมตร

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู

สโมสรทุกวันนี้ : เอฟเวอร์ตัน

ประวัติส่วนตัว

     ฮาเวิร์ด เกิดในเมือง นอร์ท บรันสวิคซ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยเขามีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิดคือโรค Tourette syndrome (โรคกล้ามเนื้อกระตุก) เมื่อดูแลรักษาจนโรคนี้หายไปตอนเกรด 6 ฮาเวิร์ด ได้ไปเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกฟุตบอลแล้วบังเอิญโค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริการุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ได้มาเห็นฟอร์มของเขาเข้าจึงดึงตัวเข้าสู่รั้วทีมชาติทันที ในขณะที่เรียนอยู่ เขาเริ่มเล่นฟุตบอลในตำแหน่งมิดฟิลด์ แต่ส่วนมากเขาก็จะปลีกเวลาไปเล่นบาสเกตบอลด้วยซึ่งเคยนำทีมบาสเกตบอลโรงเรียนเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ของรัฐอีกด้วย

     แม้ว่าเขาจะเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ของทีมโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย แต่เขาและเพื่อนในทีมรู้ดีว่าเขาสามารถเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูได้ดีที่สุด เขาใช้เวลาปีแรกในโรงเรียนมอนท์แคลร์ คิมเบอร์ลีย์ อคาเดมี่ โรงเรียนเอกชนเล็กๆในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่ออายุ 15 ปี เขาได้เริ่มเส้นทางในสายฟุตบอลอย่างเต็มตัวด้วยการเล่นให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริการุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่พบกับทีมชาติฮอนดูรัส

ในปี 1997 โค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริการุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่เคยดึง ฮาเวิร์ด เข้าไปติดทีมชาติ ได้เข้าไปคุมทีม นอร์ท เจอร์ซีย์ อิเพอเรียลส์ ทีมใน USL ลีค สหรัฐอเมริกา และยังเป็นโค้ชผู้รักษาประตูให้กับทีมเมโทรสตาร์ ในเมเจอร์ลีค ซอคเกอร์ ทันทีที่เขาได้เข้ามารับหน้าที่นี้เขานึกถึง ทิม ฮาเวิร์ด เป็นคนแรก แล้วในช่วงระยะเดือนพฤษภาคม ก่อน ฮาเวิร์ด จะจบการหาความรู้ไม่นาน เขาได้พา ฮาเวิร์ดเข้ามาสู่ทีมและลงเล่นให้กับ นอร์ท เจอร์ซีย์ อิมเพอเรียลส์ เป็นครั้งแรก

เมโทรสตาร์ 1998-2003

     หลังจากเล่นให้ อิมเพอเรียลส์ ไปเพียงแค่ 6 เกม ทางด้านสโมสรเมโทรสตาร์ ได้มองหาผู้รักษาประตูใหม่ ทำให้โค้ชคู่บุญฮาเวิร์ดตัดสินใจชวนเขา เข้าสู่เมเจอร์ลีค ซอคเกอร์ ทันที เกมแรกที่ลงเตะ ฮาเวิร์ด ก็สามารถนำทีมเก็บชัยชนะได้ทันทีและทำไปได้ 5 เซฟ ในฤดูกาลถัดมา เขาก็สามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ เมเจอร์ลีค ซอคเกอร์ ได้สำเร็จ และทำให้เขาถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติอเมริการุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ลุยศึก ฟีฟ่า ยูธ แชมเปี้ยนส์ชิพที่ประเทศไนจีเรีย ฤดูกาล 2001-2002 ฮาเวิร์ด กลายเป็นผู้รักษาประตูที่อายุน้อย ที่สามารถคว้ารางวัลผู้รักษาประตูแห่งปี ของเมเจอร์ลีค ซอคเกอร์ ได้สำเร็จ ด้วยผลงานการเซฟตลอดทั้งฤดูกาล 146 เซฟ และในฤดูกาลสุดท้ายกับเมโทรสตาร์ ฮาเวิร์ด ได้ลงไป 33 นัด และสามารถทำได้ถึง 3 คลีนชีตและนำทีมจบอันดับ 1 ขณะที่่ผ่านไปครึ่งฤดูกาล สรุปแล้ว ฮาเวิร์ด ลงเล่นให้กับสโมสร เมโทรสตาร์ ไปทั้งหมด 88 เกม

แมนฯ ยู 2003-2007

     ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ ทิม ฮาเวิร์ด ทำให้ยอดทีมจากเกาะ England อย่างสโมสร แมนฯ ยู สนใจและไปดึงตัวเขามาด้วยราคา 4 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ(ประมาน 128 ล้านบาท) ซึ่งในตอนนั้นเป็นอะไรที่ฮือฮามากสำหรับการย้ายเข้ามาสู่ทีมยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปของนักเตะจากดินแดน สหรัฐอเมริกา ฮาเวิร์ด ถูกดึงมาเพื่อเป็นพาร์ทเนอร์ของ ฟาเบียง บาเตซ มือกาวชาวฝรั่งเศสที่ฟอร์มเริ่มโรยราลงไป ฮาเวิร์ด ลงประเดิมสนามเกมแรกกับแมนฯยูในเกม คอมมูนิตี้ชิวด์ ที่พบกับ ไอ้ปืนใหญ่ โดยในเกมนี้ ฮาเวิร์ด สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดแถมยังสามารถเซฟลูกจุดโทษได้ด้วย ในปีถัดมานับเป็นปีที่ไม่ดีเลยสำหรับเขา เมื่อเขาทำพลาดในนาทีสุดท้ายในเกม  UEFA  แชมป์เปี้ยนส์ลีค กับปอร์โต้ ทำให้หลังต่อไปมาเขาชอบจะถูกแทรกแทรงโดย รอย แครร์โรล แล้วเมื่อถึงช่วงตลาดนักเตะเปิดปี 2005 อนาคตของ ทิม ฮาเวิร์ด ในถิ่น โอล แทรฟฟอร์ด ก็แทบหมดไปเลย เมื่อ แมนฯยู ตกลงเซ็นสัญญาซื้อตัว เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ เข้ามาเป็นมือหนึ่งประจำทีม สรุปแล้ว ฮาเวิร์ด ลงเล่นให้ ”ปีศาจแดง” ไปทั้งหมด 45 นัด ก่อนจะถูกส่งตัวไปให้กับทางด้าน เอฟเวอร์ตันยืมตัวในฤดูกาลถัดมา

เอฟเวอร์ตัน 2006-ทุกวันนี้

     ทิม ฮาเวิร์ด ย้ายเข้าสู่ถิ่น กูดิสัน ปาร์ค ด้วยสัญญายืมตัวระหว่างฤดูกาล 2006-2007 ซึ่งทางด้านเอฟเวอร์ตัน ก็พอใจในฟอร์มการเล่นของ ฮาเวิร์ด ทำให้ตัดสินใจซื้อขาดในปีถัดมา ด้วยราคา 3 ล้านปอนด์ (ประมาน 162 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2008-2009 ทิม ฮาเวิร์ด โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด เมื่อเป็นคนทำ Stats  คลีนชีต เยอะที่สุดใน Premier League  ฤดูกาลนี้  ในฤดูกาล 2011-2012 ฮาเวิร์ด สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกเมื่อเขาเป็นคนทำประตูได้ในเกมที่พบกับโบลตัน ด้วยการเตะไกลระยะประมาน 102 หลา บอลลอยผ่านมือ อดัม บอคดาน เข้าประตูไปแบบที่สาวกอึ้งไปตามๆกัน จนถึงขณะนี้ ทิม ฮาเวิร์ด ลงเล่นในสีเสื้อเอฟเวอร์ตันไปแล้วทั้งหมด 272 นัด แถมยังยิงได้อีก 1 ประตู

ฟุตบอลโลก

     ทิม ฮาเวิร์ด เปิดตัวได้อย่างสวยหรูในศึกเวิลด์ คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ โดยสามารถโชว์ฟอร์มเซฟและคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตท์ มาครองได้สำเร็จ ในเกมที่พบกับทีมชาติ England  โดยในเวิลด์ คัพ ครั้งนี้ สหรัฐอเมริกา ผ่านเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้วก็ต้องหยุดอยู่แค่นั้นเมื่อไปพ่ายให้กับทีมชาติกาน่า

     สำหรับศึกเวิลด์ คัพ 2014 ครั้งนี้ ทิม ฮาเวิร์ด ได้ลงรับใช้ชาติครบ 100 นัด พอดี ในเกมที่อเมริกา ล้างแค้น เอาชนะทีมชาติกาน่า ไปได้ 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม แถมฮาเวิร์ด ยังสามารถคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตท์ ได้อีกในเกมที่ 2 ที่เสมอกับโปรตุเกสไป 2-2 และเมื่อคืนที่ผ่านมา ทิม ฮาเวิร์ด สามารถทำ Stats ใหม่ได้สำเร็จด้วยการโชว์ 15 เซฟ ในเกมที่พบกับทีมชาติเบลเยี่ยม เป็น Stats การเซฟที่เยอะที่สุดในศึกเวิลด์ คัพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอเมื่อ สหรัฐอเมริกา ต้องกระเด็นตกรอบไปหลังจากแพ้ให้ทีม ”ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 ถือว่าเป็นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับการมาเวิลด์ คัพ ครั้งนี้ของ ทิม ฮาเวิร์ด ที่ช่วยอเมริกาไว้ได้เยอะมาก และ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ อเมริกา มาได้ไกลขนาดนี้

อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์

อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ (Alexandre Lacazette) เกิดเมื่อปี 1991 เป็นดาวเตะในตำแหน่งกองหน้าที่เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลให้กับโอลิมปิก ลียง โดยเขาเริ่มใต่เต้ามาจากทีมเยาวชน ก่อนที่จะไปเล่นให้กับทีมบี และได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่ของโอลิมปิก ลียงเมื่อปี 2010

ซึ่งเป็นช่วงที่ลียงเสียการได้แชมป์อันยาวนาน 7 สมัยติดต่อกันไปเสร็จแล้วในตอนนั้น โดยลากาแซ็ต ถือว่าเป็นดาวเตะที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้ค่อนข้างช้า หากเทียบกับยอดนักเตะคนอื่นๆ โดยเขาเริ่มมีโอกาสที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในทีมชุดใหญ่ของลีกยง จากการเป็นตัวสำรองก็กลายมาเป็นตัวจริงจนได้ในปี 2013 https://ufa1688.co

ก่อนที่จะยกระดับมาเป็นสไตเกอร์คนสำคัญของทีม และต่อด้วยการเป็นกัปตันทีมลียงในท้ายที่สุด ซึ่งแม้ว่าว่าจะไม่ได้แชมป์อะไรมากมายกับโอลิมปิก ลียง แต่ผลงานส่วนตัวของลากาแซ็ตนั้นยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง โดยเขาได้รางวัลดาวซัลโวของลีกเอิงมาครองด้วยในฤดูกาล 2014-15 ที่ปีนั้นเขาทำไปทั้งสิ้น 27 และด้วยผลงานอันโดดเด่นกับทีมในลีกเอิง

สุดท้ายเขาก็ถูกไอ้ปืนใหญ่ ยอดทีมของ Premier League ทุ่มเงิน 53 ล้านยูโรซื้อตัวไปร่วมทีม ซึ่งเป็น Stats นักเตะค่าตัวแพงที่สุดของทีม “ปืนใหญ่” ในตอนนั้นด้วย แต่พอย้ายมาค้าแข้งในเมืองผู้ดี

ผลงานในระดับชาติของ อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์
อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ ถือว่ามีโอกาสติดทีมชาติน้อยมาก แม้ว่าจะเป็นช่วงพีคของเขากับโอลิมปิก ลียงก็ตาม เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ทีมชาติฝรั่งเศสมียอดนักเตะในตำแหน่งนี้มากมายโดยตลอด ทำให้เขาได้รับโอกาสในการติดทีมชาติน้อยมาก ไม่ว่าจะเปลี่ยนกุนซือทีมชาติฝรั่งเศสมาแล้วหลายคนก็ตาม

ดมิทรี เชลต์ซอฟ Agent ชาวรัสเซียน ของ อเล็กซองดร์ ลากาแซ็ตต์ กล่าวว่า ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศส ของ อาร์เซนอล เกือบได้ย้ายทีมในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และยังมีการเปิดบอกตัวเลขออกมาด้วยถึงตัวเลขค่าตัวในการฉีกสัญญากับสโมสร ลากาแซ็ตต์ ถือว่าประสบความสำเร็จในการมาค้าแข้งในพรีเมียร์นับตั้งแต่เซ็นสัญญาร่วมทีม อาร์เซนอล ด้วย Stats สโมสรตอนนั้นคือ 46.5 ล้านปอนด์ ตอนฤดูร้อน ปี 2017 หลังจากที่ลงเตะไป 91 นัด ซัดไปแล้วรวม 38 ประตู https://ufa1688.co

ยังไงก็ตาม เขายังไม่ถูกวางเป็นกองหน้าตัวจริงของ อาร์เซนอล แต่เป็น ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง ที่ อูนาย เอเมรี่ ไว้วางใจมากกว่า แต่บอสกันเนอร์ส ก็พยายามที่จะทดสอบปรับระบบเพื่อให้ทั้งคู่เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึง นิโกล่าส์ เปเป้ ที่เพิ่งย้ายมาใหม่เมื่อตอนฤดูร้อน

แต่ก็มีข่าวเซอร์ไพรส์ออกมาสำหรับเหล่ากันเนอร์ส เมื่อ เชลต์ซอฟ มากล่าวว่าเขาถูกสั่งให้พยายามเสนอขาย ลากาแซ็ตต์ ให้ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ “ผมเสนอ อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ ไปให้ทาง เซนิท ซึ่งผอ.กีฬา ฮาเวียร์ ริบัลต้า บอกกับผมว่า ผมบ้าหรือเปล่า เพราะค่าฉีกสัญญาเขาอยู่ที่ 68 ล้านยูโร ค่าเหนื่อยน่าจะอยู่ที่ 7.8 ล้านยูโรหลังหักภาษี” หลังต่อไป เซนิท ก็หันไปซื้อตัว มัลคอม ค่าตัว 36 ล้านปอนด์ จาก บาร์ซ่า แทน https://ufa1688.co

เดยัน ลอฟเรน กองหลังเซนิตเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผู้สู้ชีวิต

เดยัน ลอฟเรน (โครเอเชีย: Dejan Lovren; เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1989) เป็นนักฟุตบอลชาวโครเอเชีย ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับเซนิตเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และทีมชาติโครเอเชีย

ชีวิตไม่ได้สวยหรู ลอฟเรน เคยเจอมรสุมชีวิตมาก่อน

“แม่ของผมทำงานอยู่ในวอล์มาร์ทที่โครเอเชีย ค่าแรงแม่เดือนละ 350 ยูโร หรือแค่ 280 ปอนด์เท่านั้น ส่วนพ่อทำงานเป็นช่างทาสี งานช่างต่าง ๆ ภายในบ้าน ฐานะการเงินของเราค่อนข้างขัดสน แม่บอกว่าเราไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ เราไม่มีเงินใช้จ่ายกันทั้งสัปดาห์”

“พ่อและแม่ ไม่ชอบที่จะหยิบยืมเงินใคร … วันหนึ่ง ผมถามแม่ว่า “รองเท้าไอซ์สเก็ตของผมอยู่ไหน” เพราะผมชอบเล่นมันในฤดูหนาว แม่พูดทั้งน้ำตา “พ่อขายมันไปแล้ว” ผมพูดว่า “อะไรนะ?”

“ใช่ เราไม่มีเงินใช้จ่ายในสัปดาห์นี้”

“ผมสบานได้เลยว่านี่คือจุดนึงที่เหมือนปมในชีวิตผม ผมไม่อยากได้ยินเรื่องแบบนี้อีก”

“พ่อขายมันไปในราคา 50 ยูโร หรือประมาณ 30-40 ปอนด์ มันทำให้เราพออยู่ได้ราวหนึ่งสัปดาห์”

“มันเป็นอีกครั้งนึง ที่พ่อกับแม่ต้องพบกับความยากลำบาก พวกเขาสู้อยู่ตลอดเวลา และพวกเขาก็เข้มแข็งเสมอ พ่อและแม่คอยผลักดันผม พวกเขาต้องการผมเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง แน่นอนพวกเขาต้องการให้ผมเรียนหนังสือ”

“ผมพูดกับแม่ว่า ผมขอโทษ แต่นั่นไม่ใช่ผม” ผมไม่รู้ว่าผมจะอธิบายแม่ยังไง แต่แม่ก็มักจะบอกผมเสมอว่า ผมจะไม่มีอะไรเลยถ้าผมไม่ไปโรงเรียน”

ฤดูกาล 2016-17

ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2016 ลอฟเรนทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2016–17 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ 2-1 ต่อมา ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ลอฟเรนทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 4-2

ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2017 ลอฟเรนตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล ไปอีก 4 ปี ได้รับค่าเหนื่อย 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จบฤดูกาล ลอฟเรนยิงประตูในพรีเมียร์ลีก 2 ประตูจาก 29 นัด ช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 4 และคว้าโควต้าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2017-18

ในวันที่ 17 ธันวาคม ลอฟเรนทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017–18 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัท ที่วิตาลิตี้ สเตเดียม 4-0 ต่อมา ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 พรีเมียร์ลีก นัดปิดฤดูกาล 2017–18 ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ในนัดนี้ ลิเวอร์พูล จะต้องชนะเพื่อการันตีโควต้าพื้นที่ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ลอฟเรนทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เอาชนะ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน 4-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 4 และคว้าโควต้าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ จบฤดูกาล ลอฟเรนยิงประตูในพรีเมียร์ลีก 2 ประตูจาก 29 นัด

ฤดูกาล 2018-19

ในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ลอฟเรนทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018–19 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 4-0 ต่อมา ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2019 ลิเวอร์พูล เจอกับ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่วันดาเมโตรโปลิตาโน ในมาดริด, ประเทศสเปน สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 2-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2019-20

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2019–20 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E ลอฟเรนทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2019–20 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ นาโปลี จากอิตาลิ 1-1 จบฤดูกาล ลอฟเรนช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีได้สำเร็จ